http://boonrod1.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

กระดานสนทนา

ชัยภูมิ รุ่น7

 ทำเนียบป.โท รุ่น 7

 รวมรูปภาพ

กลุ่มกศ.นอกระบบ กศน.ชัยภูมิ

 ติดต่อเรา

บริการ

ผลงานวิชาการ

บทความ กศน.

เกร็ดความรู้

กฎ ระเบียบ

ปฎิทิน

« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

สถิติ

เปิดเว็บ05/05/2010
อัพเดท27/07/2016
ผู้เข้าชม57,900
เปิดเพจ74,831
iGetWeb.com
AdsOne.com

เด็นไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 5 เล่มต่อปี

เด็นไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 5 เล่มต่อปี

อึ้ง! 'นักวิชาการ' ชี้เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 5 เล่มต่อปี แนะผู้ปกครองปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก วอนครูปรับปรุงเทคนิคการสอน จี้รัฐขยายโอกาส

                         25 ต.ค.55 สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดเสวนา 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน เพื่อพูดคุยถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือของเด็กไทย และสถานการณ์หนังสือของประเทศไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมเผยผลวิจัยคัดเลือก 100 หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน

รศ.วิทยากร เชียงกูล หัวหน้าวิจัยโครงการ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย เปิดเผยว่า โครงการวิจัย 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงกระตุ้นนิสัยรักการอ่านในสังคมไทย เนื่องจากที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักมองว่าหนังสือประเภทบันเทิงคดี เป็นหนังสือสำหรับอ่านเล่นเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหนังสือประเภทนี้ กลับมีบทบาทช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การคัดเลือก 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน แบ่ง ออกเป็น 3 กลุ่มวัยตามความสนใจและการรับเนื้อหาที่แตกต่างกัน คือ 1.กลุ่มเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี จะคัดเลือกหนังสือที่มีรูปภาพประกอบและมีเนื้อหาที่อ่านง่าย 2.กลุ่มเยาวชน อายุ 6-12 ปี จะคัดเลือกหนังสือที่เด็กสามารถเอาตนเองไปเปรียบเทียบได้อย่างสนุก มีเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตมากขึ้นทั้งความหวัง ความเศร้า แต่เนื้อหาจะไม่หดหู่และร้ายแรงจนเกินไป และ 3.กลุ่มวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี คัดเลือกหนังสือที่มีมีเนื้อหาหลากหลาย โครงเรื่องซับซ้อนมากขึ้น และมีการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่สื่อความหมายได้ดี

 หนังสือสำหรับเด็กเล็กไม่พัฒนา

                         รศ.วิทยากร กล่าวว่า หนังสือที่เลือกมาทั้ง 100 เล่ม คณะกรรมการจะมีคำแนะนำเชิงวิจารณ์ ทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่จะนำไปพัฒนางานเขียนต่อไป แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมของประเทศไทย ยังถือว่ามีการพัฒนาหนังสือสำหรับเด็กเล็กค่อนข้างน้อย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมกันพัฒนาเพราะช่วงเด็กถือเป็นช่วงที่สามารถ พัฒนาทักษะการอ่านและปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะช่วงอายุ 4 ขวบ โดยหากเด็กเล็กได้อ่านหนังสือและเกิดติดใจ จะถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่เด็กจะติดนิสัยรักการอ่านไปตลอดชีวิต แต่หากเด็กไม่ได้รับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในช่วงนี้ เมื่อโตขึ้นก็จะเป็นการยากที่เด็กจะมีพฤติกรรมรักการอ่าน

 คนไทยอ่านหนังสือน้อย

                         “จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2551 ระบุว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือมากที่สุด เฉลี่ย 46 นาที แต่หากเทียบกับประเทศอื่นยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก ซึ่งจากการจัดลำดับพฤติกรรมการอ่านพบว่าใน 1 ปี เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียง 5 เล่ม ขณะที่เวียดนามอ่าน 60 เล่ม สิงคโปร์อ่าน 45 เล่ม และมาเลเซียอ่าน 40 เล่ม ขณะที่ผลการทดสอบ PISA ในปี 2552 เด็กไทยทั้งประเทศทำคะแนนต่ำกว่ามาตรฐาน อยู่ในอับดับ 50 จากทั้งหมด 65 ประเทศ สะท้อนว่ารัฐบาลควรมีนโยบายส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้น ขณะเดียวกันครูก็ต้องปรับวิธีสอนให้มีความน่าสนใจไม่ใช่เน้นแต่ไวยากรณ์ จนทำให้การเรียนการสอนขาดความสนุกสนานจนเด็กไม่สนใจเรียน” รศ.วิทยากร กล่าว

                         นายปรีดา ปัญญาจันทร์ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า หนังสือเด็กและเยาวชนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน หากเทียบกับจำนวนเนื้อหาพบว่าประเทศไทยมีผู้ผลิตหนังสือเด็กและเยาวชนของ ประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากหนังสือเด็กในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนใหญ่จะเน้นการนำนิทานพื้นบ้านกลับมาทำใหม่ ขณะที่หนังสือเด็กในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่มาก จากต่างประเทศเพราะไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา

 เวียดนามปรับปรุงรูปแบบหนังสือกระตุ้นการอ่าน

                         “ที่น่าสนใจคือประเทศเวียดนามมีการนำเอาหนังสือจากต่างประเทศมาแปลภาษาทั้ง หมด รวมถึงหนังสือนิทานพื้นบ้านก็ได้มีการปรับรูปแบบให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการอ่านและความสนใจของเยาวชนในประเทศ ส่วนของประเทศไทยนั้น พบว่าปัจจุบันหนังสือแปลจากต่างประเทศนั้นลดลง แต่ก็มีการผลิตเนื้อหาภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้อ่านยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่มีพื้นฐานการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ ค่อนข้างดี ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการสนับกลุ่มเด็กที่มีฐานะยากจนให้เข้าถึงหนังสือมากยิ่งขึ้น” นายปรีดา กล่าว

                         รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า คณะวิจัยทำการสำรวจพิจารณาหนังสือที่มีอยู่ในท้องตลาดและห้องสมุดต่างๆ ซึ่งหนังสือที่เราเลือกในครั้งนี้จะเน้นประเภทบันเทิงคดีหรือเรื่องแต่ง เช่น หนังสือภาพ หนังสือเรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย เป็นหนังสือที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนรักการอ่านได้ง่ายกว่าหนังสือประเภทวิชาการ ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาหนังสือที่มีการวางโครงเรื่องอย่างชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของตัวละครหลัก ตัวละครรอง เพื่อมุ่งหวังให้เด็กที่อ่านหนังสือได้เกิดการพัฒนาทักษะด้านภาษา โดยทางทฤษฎี จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.จักษุสัมผัส ทั้งรูปภาพและความดีและความถูกต้องของเนื้อเรื่อง การใช้ภาษา และ 2.มีคุณค่าทางภาษา คุณค่าอารมณ์ความรู้สึก คุณค่าทางสังคม และจิตนาการ

 แนะครูเสริมทักษะเด็กอ่านหนังสือ

                         ผศ.จินดา จำเริญ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า ประเด็นที่การน่าสนใจสำหรับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอีกอย่างหนึ่ง คือการเชื่อมโยงช่วยรอยต่อของประเภทหนังสือจากขั้นเด็กเล็ก ไปขั้นเด็กโต และขั้นวัยรุ่นนั้น ต้องอาศัยบทบาทของครูเข้ามาช่วยส่งเสริมการอ่านและพัฒนาทักษะ เพราะหากเด็กเกิดความสนใจและเลือกที่จะหยิบหนังสือในระดับที่สูงกว่าขึ้นมา อ่านแล้วนั้น ต่อไปตัวเด็กเองจะสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและสามารถก้าวไปสู่การอ่านหนังสือ ในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วยตนเอง

 "วรรณกรรมเยาวชน" สอนเด็กเปิดมุมมองและความคิด

                         ด้าน ผศ.รพินทร คงสมบูรณ์ คณะกรรมการคัดเลือก 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 เดือน คณะกรรมการได้ทำวิจัยร่วมกัน โดยเริ่มจากเลือกเอาหนังสือที่ตนเองเคยอ่านและชื่นชอบตั้งแต่เด็กๆ จากนั้นจึงนำมาคัดเลือกและพูดคุยกันอีกครั้งโดยใช้หลักวิชาการ เหมือนการเหวี่ยงแหและคัดเลือกหนังสือที่ดีที่สุดเอาไว้ ทั้งนี้ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นและเยาวชน อายุ 12-18 ปี การคัดเลือกหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชน จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ได้แก่ เค้าโครงเรื่องที่มีความน่าสนใจ น่าตื่นเต้น ชวนให้ติดตาม และมีแง่คิด เช่น หนังสือความสุขของกะทิ ที่เขียนได้อย่างเรียบง่ายกระชับแต่นุ่มลึก หรือที่เรียกว่าน้อยแต่มาก มีการสอนผู้อ่านที่เป็นเด็กในเรื่องการสูญเสียและการพลัดพราก ซึ่งเป็นศิลปะของการใช้ภาษา โดยมีการปูพื้นอารมณ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความโศกเศร้า

                         “และ 2.คุณค่าด้านตัวตนในสังคม รู้เข้ารู้เรา เข้าใจรากเหง้าปัญหา และรู้เท่าทันสังคม เช่น เรื่องเศษกระดาษ เรื่องราวของเด็กที่น้อยเนื้อต่ำใจและคิดว่าไม่มีใครเห็นคุณค่าของตนเอง จึงทำตัวคล้ายเศษกระดาษ แต่ท้ายที่สุดความเป็นคนดีและมีน้ำใจ ก็สามารถเอาชนะใจเพื่อนๆ จนได้รับการยอมรับในที่สุด เป็นตัวอย่างของวรรณกรรมเยาวชนที่ช่วยเด็ก ได้เปิดมุมมองว่าตนเองไม่ได้เป็นคนด้อยค่าในสังคม ทั้งนี้สามารถดูรายชื่อหนังสือ 100 ที่ได้รับการคัดเลือก ได้ที่ www.QLF.or.th” ผศ.รพินทร กล่าว

 ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

view

 หน้าแรก

 บทความ

กระดานสนทนา

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view